วันเสาร์ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2559
1.
เหตุใดคุณมีเสื้อผ้าแพรพรรณอันงดงามสวมใส่มากมาย
เพราะชาติก่อนคุณเคยถวายจีวรแด่พระสงฆ์
2.
เหตุใดชาตินี้คุณมีอาหารดีดีรับประทานอยู่เสมอ
เพราะชาติก่อนคุณเคยทำทานอาหารแก่คนยากจนในชาติก่อน
3.
เหตุใดชาตินี้คุณอดอยากยากจน ไม่มีเสื้อผ้าดีดีสวมใส่
เพราะคุณตระหนี่ขี้เหนียวไม่ยอมทำทานคนจน ในชาติก่อน
4.
เหตุใดชาตินี้คุณมีบ้านเรือนใหญ่โต
เพราะคุณเคยถวายข้าวสารเข้าวัดในชาติก่อน
5.
เหตุใดชาตินี้คุณมีความเจริญรุ่งเรืองและมีความสุขมาก
เพราะคุณเคยถวายเงินสร้างวัดในชาติก่อน
6.
เหตุใดชาตินี้คุณเป็นคนสวย และรูปงาม
เพราะคุณเคยถวายดอกไม้สดบูชาพระด้วยความเคารพในชาติก่อน
7.
เหตุใดชาตินี้คุณเป็นคนฉลาดปราดเปรื่องมีปัญญาดี
เพราะคุณเคยเป็นพุทธมามกะและทานมังสวิรัติในชาติก่อน
8.
เหตุใดชาตินี้คุณเป็นที่รักของทุกๆ คนและมีเพื่อนมากมาย
เพราะคุณเคยสร้างมนุษย์สัมพันธ์ที่ดีต่อทุกคนในชาติก่อน
9.
เหตุใดชาตินี้คุณมีพ่อ แม่อยู่พร้อมหน้า
เพราะคุณเคารพและให้ความช่วยเหลือ ไม่ดูแคลนคนไร้ าติในชาติก่อน
10.
เหตุใดชาตินี้คุณเป็นเด็กกำพร้า
เพราะคุณเคยยิงนก ตกปลา และพรากสัตว์ในชาติก่อน
11.
เหตุใดชาตินี้คุณมีอายุยืนแข็งแรง
เพราะคุณเคยปล่อยนก ปล่อยปลา สิ่งมีชีวิตในชาติก่อน
12.
เหตุใดชาตินี้คุณอายุสั้น
เพราะชาติก่อนคุณเคยฆ่าสัตว์มากมาย
13.
เหตุใดชาตินี้คุณเป็นคนรับใช้
เพราะชาติก่อนคุณเคยดูถูกเหยียดหยามคนจน
14.
เหตุใดชาตินี้คุณมีดวงตาสดใส
เพราะชาติก่อนคุณเคยเติมน้ำมันตะเกียงและจุดไฟบูชาพระ
15.
เหตุใดชาตินี้คุณโง่ปัญญาอ่อนและหูหนวก
เพราะชาติก่อนคุณเคยด่าว่าและหยาบคายต่อหน้าพ่อแม่
16.
เหตุใดชาตินี้คุณต้องตายเพราะยาพิษ
เพราะชาติก่อนคุณเจตนาวางยาในต้นน้ำลำธารให้เป็นพิษ
17.
เหตุใดชาตินี้คุณจึงแขวนคอตาย
เพราะชาติก่อนคุณใช้ตะข่ายล่าและดักสัตว์
18.
ถ้าชาตินี้คุณฆ่าเขา
ชาติหน้าเขาก็จะฆ่าคุณ และจะฆ่ากันไป-มาไม่มีสิ้นสุด
19.
ถ้าชาตินี้คุณบอกเล่ากฏแห่งกรรม
คุณจะเป็นที่เคารพนับถือมากมายในชาติหน้า
วันอาทิตย์ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2559
เรื่องมีอยู่ว่า นายปุณณะ เป็นคนยากจนเข็ญใจ
เขาเลี้ยงชีพด้วยการรับจ้างทำงานให้กับสุมนเศรษฐี เพื่อหาเงินเลี้ยงครอบครัวไปวันๆ
ในครอบครัวของเขาประกอบด้วยภรรยา ๑ คน และบุตรสาวอีก ๑ คน ทั้งสองคนเป็นคนดีมากๆ
คอยดูแลเอาใจใส่เขาอย่างดี แม้จะมีความเป็นอยู่ที่ลำบากก็ไม่ทอดทิ้งกัน
ต่อมาวันหนึ่ง กรุงราชคฤห์มีการจัดงานมหรสพ ๗ วัน ๗ คืน
สุมนเศรษฐีจึงถามเขา "ว่าจะไปเที่ยวชมมหรสพหรือรับจ้างทำงาน"
เขาตอบว่า "มหรสพเป็นเรื่องของคนรวย ส่วนเขาเป็นคนยากจน
ข้าวสารกรอกหม้อในวันพรุ่งนี้ยังไม่มีกิน จะขอรับจ้างทำงานเหมือนกับทุกวัน"สุมนเศรษฐีจึงให้งานไถนาแก่เขา
นายปุณณะรับวัวและไถมาแล้ว ก่อนจะออกบ้าน
เขาได้บอกภรรยาให้ทำอาหารเช้าเป็นผักต้มมากกว่าทุกวันเป็นสองเท่า
แล้วให้นำไปส่งเขาที่ท้องนานอกเมือง
ขณะนั้น พระสารีบุตรเพิ่งออกจากการเข้านิโรธสมาบัติมาตลอด ๗
วัน เห็นนายปุณณะปรากฏในข่ายญาณทัศนะของท่าน
ก็ทราบว่าเขาเป็นเป็นผู้มีศรัทธาแรงกล้า ถึงแม้จะมีฐานะยากจนก็ตาม
แต่หากเขาได้ทำบุญกับท่านในเช้าวันนี้
เขาจะได้เป็นมหาเศรษฐีใจบุญค้ำจุนพระพุทธศาสนาต่อไปในอนาคต
ท่านปรารถนาจะอนุเคราะห์ให้เขาพ้นจากความลำบากยากจน จึงลุกจากที่หลีกเร้น
เดินไปหาเขาที่ท้องนา
นายปุณณะเห็นพระสารีบุตรเดินมาแล้วก็รีบวางคันไถ
ก้มกราบด้วยความเคารพ รีบทำไม้ชำระฟันนำไปถวายท่าน
รับบาตรและผ้ากรองน้ำจากมือท่านแล้ว ก็รีบนำไปกรองน้ำดื่มมาถวายท่าน
พระสารีบุตรรออยู่ที่นั่นสักครู่ ก็ทราบว่าภรรยาของนายปุณณะเตรียมอาหารเช้าเสร็จแล้ว
กำลังเดินทางเกือบจะถึงท้องนาแล้ว ท่านจึงเดินมุ่งหน้าตรงไปยังกรุงราชคฤห์
ในระหว่างทางนั้นเอง
ภรรยาของนายปุณณะได้พบเห็นพระสารีบุตรกำลังเดินบิณฑบาต ก็ได้คิดขึ้นว่า 'การทำทานเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ยากสำหรับเรา
เพราะบางครั้งมีเนื้อนาบุญแต่ไม่มีไทยธรรมก็ทำไม่ได้
มีไทยธรรมแต่ไม่มีเนื้อนาบุญก็ไม่ได้ทำ แต่วันนี้มีครบทั้งสองอย่าง
เราควรทำบุญก่อนเถิด'
ภรรยาของนายปุณณะวางภาชนะใส่อาหารลง ก้มกราบพระสารีบุตรแล้ว
กล่าวนิมนต์ว่า"พระคุณเจ้าผู้เจริญ ขอโปรดจงอย่าคิดว่าภัตตาหารนี้เศร้าหมองหรือประณีตเลย
จงทำความสงเคราะห์แก่ทาสผู้เคารพและศรัทธาต่อพระคุณเจ้าด้วยเถิด"
เมื่อภรรยาของนายปุณณะถวายภัตตาหารได้ครึ่งหนึ่ง
พระสารีบุตรก็วางมือปิดบาตร นางจึงกล่าววิงวอนว่า "พระคุณเจ้าผู้เจริญ
โปรดอย่าสงเคราะห์ดิฉันแค่เพียงในชาตินี้เลย
โปรดสงเคราะห์ดีฉันในสัมปรายภพด้วยเถิด"
พระสารีบุตรก็เปิดบาตรออกให้นางใส่ภัตตาหารอีกครึ่งหนึ่งลงไป
ภรรยาของนายปุณณะถวายภัตตาหารเสร็จแล้วก็กล่าวว่า "ขอผลานิสงส์แห่งบุญนี้
จงส่งผลให้ข้าพเจ้าได้บรรลุธรรมเช่นเดียวกับที่พระคุณเจ้าได้บรรลุแล้วด้วยเทอญ"พระสารีบุตรกล่าวอนุโมทนาว่า
"ขอจงสมปรารถนาเช่นนั้นทุกประการ"
นางปลาบปลื้มปีติในการถวายทานเป็นอันมาก
ก้มกราบแล้วก็รีบกลับไปบ้าน หุงข้าวเตรียมอาหารชุดใหม่เสร็จแล้ว
ก็รีบไปส่งให้กับสามีที่กำลังรอคอยด้วยความหิวอยู่ที่ท้องนา
นายปุณณะยังไม่ได้ทานอาหารเช้า ไถนาจนหมดแรง
ภรรยาก็ยังไม่มาจึงไปนั่งรอใต้ร่มไม้ด้วยความหิวจนมือไม้สั่น
ภรรยาเพิ่งก้าวมาถึงท้องนา เห็นสามีนั่งรออยู่ก็รู้ว่าหิวมาก
ถ้าหากไม่ทำให้อารมณ์ดีก่อน ที่จะเกิดความโมโหหิวและลงมือทำร้ายตน
การถวายทานด้วยภัตตาหารส่วนของสามีในเช้าวันนี้ก็จะกลายเป็นสูญเปล่า
นางจึงร้องบอกแต่ไกลด้วยถ้อยคำอ่อนหวานว่า “พี่จ๋า
พี่จงทำใจให้ผ่องใสสักวันหนึ่งเถิด อย่าได้ทำบุญใหญ่ที่ฉันทำแล้วให้ไร้ประโยชน์
เมื่อเช้าฉันได้พบกับพระธรรมเสนาบดี ได้ถวายภัตตาหารแด่ท่าน
แล้วกลับไปเตรียมมาใหม่ ขอพี่จงทำจิตให้เลื่อมใสในบุญนั้นเถิด”
นายปุณณะได้ยินดังนั้น ก็ตกตะลึงคิดว่าตัวเองหูฝาด
พอได้ยินภรรยาเล่าซ้ำ ก็ปลื้มใจในบุญนั้นเป็นอันมาก
แล้วก็เล่าการทำบุญในส่วนตัวของตน มีการถวายไม้ชำระฟันและน้ำบ้วนปาก
ให้ภรรยาฟังบ้าง
สองสามีภรรยาปลื้มอกปลื้มใจกับบุญที่ได้อุปัฏฐากและถวายท่านแด่พระธรรมเสนาบดีเป็นอันมาก
ฝ่ายสามีรับประทานอาหารเช้าแล้ว
ก็ล้มตัวนอนหนุนตักภรรยาหลับไปด้วยความอ่อนเพลียแต่ใจปลื้มในบุญ
ครั้นเมื่อนายปุณณะตื่นนอนขึ้นมา
ก็ต้องกระพริบตาด้วยความตกตะลึง เมื่อท้องนาที่ไถไว้เมื่อเช้าตรู่
ได้ผันแปรเปลี่ยนเป็นทองคำ ทีแรกยังคิดว่าตนเองตาฝาด จึงสอบถามภรรยาก็ได้รับการยืนยันว่าเป็นเรื่องจริง
เขายิ่งปลื้มใจในบุญ นึกถึงพระคุณของพระสารีบุตรเป็นอันมาก
ต่อจากนั้น เขาได้นำเรื่องนี้ไปแจ้งต่อพระราชา
เมื่อทำการแสดงทรัพย์สินแล้ว ปรากฏว่าทองคำทั้งหมดที่ขนมาจากท้องนา
มีปริมาณมากจนล้นพระลานหลวง กองท่วมเป็นภูเขาสูงขึ้นไป ๘๐ ศอก
เขาจึงได้รับการแต่งตั้งเป็นมหาเศรษฐีที่ร่ำรวยที่สุดในกรุงราชคฤห์
บุญจากการถวายทานกับพระสารีบุตรได้ส่งผลในวันนั้นเอง
นายปุณณะและครอบครัวได้ฉลองตำแหน่งเศรษฐีด้วยการอาราธนาพระบรมศาสดาและพระภิกษุสงฆ์มาทำบุญถวายภัตตาหารที่บ้านเป็นเวลา
๗ วัน หลังจากฟังพระบรมศาสดาแสดงธรรมแล้ว ก็บรรลุธรรมเป็นพระโสดาบันทั้งครอบครัว
วันอังคารที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559
ครั้งหนึ่ง
ขณะที่พระเจ้าปเสนทิโกศลเดินทางมาเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ระหว่างทางพระองค์เห็นพวกนักบวชลัทธิต่างๆ มีชฎิล ๗ คน นิครนถ์ ๗ คน อเจลก ๗ คน
ระหว่างทางพระองค์เห็นพวกนักบวชลัทธิต่างๆ มีชฎิล ๗ คน นิครนถ์ ๗ คน อเจลก ๗ คน
เอกสาฎกนิครนถ์
๗ คน ปริพาชก ๗ คน ผู้มีขนรักแร้ เล็บ และขนยาว
ถือข้าวของสัมภารพะรุงพะรัง
เมื่อพระองค์เห็นดังนั้นก็รีบทำความเคารพพร้อมกับตะโกนบอกไปว่าข้าพเจ้าชื่อปเสนทิโกศลของทำความเคารพท่านทั้งหลาย
แล้วพระองค์ก็เสด็จเดินทางต่อจนมาถึงบุพพารามซึ่งเป็นที่ประทับของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เมื่อพระเจ้าปเสนทิได้พบพระพุทธองค์ก็เล่าเรื่องราวที่ได้เห็นระหว่างพร้อมกับถามพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า
"พระพุทธเจ้าข้าพวกนักบวชเหล่านั้น
คงเป็นพระอรหันต์ หรือท่านผู้บรรลุคุณวิเศษอย่างแน่นอน"
"พระพุทธองค์ตรัสว่า
ดูก่อนมหาบพิตร พระองค์เป็นคฤหัสถ์บริโภคกาม ครอบครองเรือน
บรรทมเบียดพระโอรสและพระชายา ทาจุรณจันทน์อันมาแต่แคว้นกาสี
ทรงมาลาของหอมและเครื่องลูบไล้ ยินดีเงินและทองอยู่ ยากที่จะรู้ว่าคนพวกนี้เป็นพระอรหันต์
หรือคนพวกนี้ได้บรรลุคุณวิเศษ"
(พูดง่ายก็ว่ายังชอบเสพกามอยู่ยากที่จะมองคุณธรรมคุณวิเศษของคนอื่นออก)
แล้วพระพุทธองค์ได้ให้หลักในการดูคุณธรรมของคนไว้ว่า
ศีลพึงรู้ได้ด้วยการอยู่ร่วมกัน
ความสะอาดพึงรู้ได้ด้วยการงาน
กำลังใจพึงรู้ได้ในคราวมีอันตราย
ปัญญาพึงรู้ได้ด้วยการสนทนา
ส.ส. ชฏิลสูตร ๒๔/๓๕๖/๔๕๓ (มมก.)
วันเสาร์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2559
On 23:04 by EForL No comments
Wat Pah Nanachat (WPN)The International Forest Monastery
Wat Pah Nanachat is a Buddhist monastery in Northeast Thailand, in the Theravada Forest Tradition.
It was established in 1975 by Ven. Ajahn Chah (1918-1992) as a branch monastery close to his own traditional forest monastery Wat Nong Pah Pong in Ubon Rachathani province, with Ven. Ajahn Sumedho, an American disciple of his, as the first abbot.
The monastery aims at providing English-speaking people the opportunity to train and practise the simple and peaceful lifestyle that the Buddha taught his monks in the forests over 2500 years ago.
Wat Pah Nanachat is a Buddhist monastery in Northeast Thailand, in the Theravada Forest Tradition.
It was established in 1975 by Ven. Ajahn Chah (1918-1992) as a branch monastery close to his own traditional forest monastery Wat Nong Pah Pong in Ubon Rachathani province, with Ven. Ajahn Sumedho, an American disciple of his, as the first abbot.
The monastery aims at providing English-speaking people the opportunity to train and practise the simple and peaceful lifestyle that the Buddha taught his monks in the forests over 2500 years ago.
วันพฤหัสบดีที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2559
แต่ไหนแต่ไรมา พุทธศาสนาไม่ได้แยกขาดจากไสยศาสตร์
ถ้าไสยศาสตร์หมายถึงระบบความเชื่อที่ยอมรับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ อิทธิปาฏิหาริย์
และสิ่งลี้ลับเหนือปกติวิสัยของมนุษย์
แต่ถ้าไสยศาสตร์หมายถึง
การพยายามนำอำนาจของสิ่งเหล่านี้มาเป็นที่พึ่งในจิตใจ
หรือขอให้สิ่งเหล่านี้มาช่วยอำนวยอวยชัยให้ตนเองประสบแต่โชคลาภ ถ้าเป็นอย่างนี้ พุทธศาสนาไม่จัดว่าเป็นไสยศาสตร์ เพราะความจริงอย่างหนึ่งของมนุษย์มีอยู่ว่า
ตราบใดที่ยังเป็นปุถุชนคนธรรมดาอยู่
ในยามเป็นทุกข์อย่างน้อยบางครั้งบางเวลาก็ต้องการสิ่งปลอบประโลมใจยิ่งกว่าเหตุผล
ด้วยเหตุนี้เองมนุษย์จึงยอมรับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ อิทธิปาฏิหาริย์
และสิ่งลี้ลับเหนือปกติวิสัยมาเป็นที่พึ่งทางจิตใจ
โดยที่ไม่รู้ว่าสิ่งใดคือที่พึ่งที่แท้จริงของชีวิต
เช่นเรื่องที่จะยกตัวอย่างดังต่อไปนี้
เรื่องอัคคิทัตสอนลูกศิษย์และบริวารของตนให้ถือเอาที่พึ่งแบบผิด ๆ
ในสมัยพุทธกาลชมพูทวีปมีลัทธิความเชื่อเกิดขึ้นอย่างมากมาย
หนึ่งในหลากหลายความเชื่อนั้นมีเกจิอาจารย์อยู่ท่านหนึ่งชื่อ อัคคิทัต
เกจิอาจารย์ท่านนี้ได้ให้โอวาทแก่ลูกศิษย์หรือบริวารของตนว่า
" พวกท่านจงถึงภูเขาเป็นสรณะ, จงถึงป่าเป็นสรณะ, จงถึงอารามเป็นสรณะ, จงถึงต้นไม้เป็นสรณะ
เมื่อพวกท่านมีที่พึ่งเช่นนี้จักพ้นจากทุกข์ทั้งสิ้น"
เมื่อบริวารได้รับฟังคำสอนเช่นนี้ก็นำไปปฏิบัติเพราะคิดว่าที่พึ่งหรือสรณะเหล่านั้นจะช่วยให้หายจากความทุกข์
ในเวลาจวนรุ่งวันหนึ่ง
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรวจดูสัตว์โลก ทรงเห็นอัคคิทัตพร้อมด้วยบริวารเข้ามาภายในข่ายพระญาณว่า
" ชนเหล่านี้แม้ทั้งหมด เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยอุปนิสัยแห่งพระอรหัต" ตอนเย็นของวันนั้น
พระพุทธองค์ได้ส่งพระโมคคัลลานะไปแสดงอิทธิปาฏิหาริย์
เพื่อกำราบให้อัคคิทัตคลายจากมานทิฐิเสียก่อน พอถึงเวลาที่เหมาะสมพระพุทธองค์จึงเสด็จไปแสดงธรรมเพื่อให้อัคคิทัตและบริวารหายจากความหลงผิด
ซึ่งพระธรรมเทศนามีใจความสำคัญว่า
" อัคคิทัต
บุคคลถึงวัตถุทั้งหลายมีภูเขาเป็นต้นว่าเป็นที่พึ่งแล้วย่อมไม่พ้นจากทุกข์ได้เลย,
ส่วนบุคคลถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ว่าเป็นที่พึ่ง
ย่อมพ้นจากทุกข์ในวัฏฏะทั้งสิ้นได้" ดังนี้
ในที่สุดของพระธรรมเทศนาอัคคิทัตและบริวารหายจากความหลงผิด
ได้บรรลุธรรมาพิศมัยโดยทั่วกัน
การเชื่อไสยศาสตร์ไม่จำเป็นต้องหลงงมงายเสมอไป
ประเด็นสำคัญอยู่ว่าเชื่ออย่างไร ถ้าเชื่อจนเลิกพึ่งพิงปัญญาหรือการกระทำของตนเอง
ก็ย่อมเป็นความงมงาย แต่เมื่อเชื่อแล้วเกิดกำลังใจที่จะทำความดี
เชื่อแล้วทำให้เกิดความเพียรพยายามที่จะประกอบคุณงานความดีให้ยิ่งๆขึ้นไป
การเชื่อเรื่องไสยศาสตร์เช่นนี้ย่อมไม่ใช่เรื่องงมงายอย่างแน่นอน
วันพฤหัสบดีที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2559
วัฒนธรรมตะวันตกไม่มีสอนว่า
เวลาผู้หญิงแต่งงานไปอยู่กินกับสามีแล้วต้องทำตัวอย่างไร
อาจเป็นเพราะเมื่ออยู่กันฉันสามีภรรยาไปสักระยะหนึ่งแล้วรู้สึกว่าเข้ากันไม่ได้
ก็หย่าร้างกันไปไม่ใช่เรื่องซีเรียสอะไร
ขณะที่วัฒนธรรมในสังคมไทยยุคก่อนการหย่าร้างกันเป็นเรื่องที่คนส่วนใหญ่ยอมรับไม่ได้
โดยเฉพาะพ่อแม่ของฝ่ายหญิง
ด้วยเหตุนี้พ่อแม่จึงต้องสอนลูกสาวเกี่ยวกับข้อประพฤติปฏิบัติสำหรับผู้หญิงเมื่อต้องออกจากเรือนไปอยู่สกุลของฝ่ายชาย
ส่วนว่าข้อปฏิบัติที่บรรพบุรุษเราสอนลูกสาวมาจากไหนนั้น
คงหนีไม่พ้นหลักคำสอนในพระพุทธศาสนา ซึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ในอุคคหสูตรมีเนื้อความดังนี้
ครั้งหนึ่ง
ท่านอุคคหเศรษฐีทูลอาราธนาให้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าสอนหลักปฏิบัติสำหรับลูกสาวของตน ที่กำลังจะออกเรือนไปอยู่สกุลของสามี
พระผู้มีพระภาคจึงตรัสสอนลูกสาวของเศรษฐีว่า (ขอยกเอาสำนวนในพระสูตรมาเลยนะครับ)
ดูกรกุมารี
เพราะเหตุนั้นแหละเธอพึงศึกษาและปฏิบัติอย่างนี้ว่า
มารดาบิดาของสามีที่เป็นผู้ปรารถนาประโยชน์หวังความเกื้อกูลอนุเคราะห์ด้วยความเอ็นดู
เราจักตื่นก่อนท่านนอนทีหลังท่านคอยรับใช้ท่าน ประพฤติเป็นที่พอใจท่านพูดคำเป็นที่รักต่อท่าน เธอพึงศึกษาและปฏิบัติอย่างนี้แล ฯ
เพราะเหตุนั้นแหละเธอพึงศึกษาและปฏิบัติอย่างนี้ว่า ชนเหล่าใดเป็นที่เคารพ
ของสามี คือ มารดา บิดาหรือสมณพราหมณ์ เราจักสักการะ เคารพ นับถือบูชา
เมื่อท่านมาถึงที่ก็จักต้อนรับด้วยที่นั่งหรือน้ำ ดูกรกุมารีเธอพึงศึกษาและปฏิบัติอย่างนี้แล
ฯ
เพราะเหตุนั้นแหละ เธอพึงศึกษาและปฏิบัติอย่างนี้ว่า การงานภายในบ้านของสามี
คือ การทำขนสัตว์ หรือการทำผ้า
เราทั้งหลายจักเป็นผู้ขยันไม่เกียจคร้านในการงานนั้น ๆ จักประกอบด้วยปัญญาเครื่องพิจารณาอันเป็นอุบายในการงานนั้น
ๆ อาจทำ อาจจัด ดูกรกุมารีเธอพึงศึกษาและปฏิบัติอย่างนี้แล ฯ
เพราะเหตุนั้นแหละ เธอพึงศึกษาและปฏิบัติอย่างนี้ว่า
เราจักรู้การงานที่อันโตชนภายในบ้านของสามี คือ ทาส คนใช้ หรือกรรมกรทำแล้วว่าทำแล้ว
ที่ยังไม่ได้ทำ ว่ายังไม่ได้ทำ จักรู้คนป่วยไข้ว่ามีกำลังหรือไม่มีกำลัง
และจักแบ่งของเคี้ยวของบริโภคให้ตามเหตุที่ควร
ดูกรกุมารีเธอพึงศึกษาและปฏิบัติอย่างนี้แล ฯ
เพราะเหตุนั้นแหละ เธอพึงศึกษาและปฏิบัติอย่างนี้ว่า เราจักยังทรัพย์
ข้าวเปลือก เงิน หรือทองที่สามีหามาได้ให้คงอยู่ ด้วยการรักษา คุ้มครอง
จักไม่เป็นนักเลงการพนัน ไม่เป็นขโมยไม่เป็นนักดื่ม ไม่ผลาญทรัพย์ให้พินาศ
ดูกรกุมารีเธอพึงศึกษาและปฏิบัติอย่างนี้แล ฯ
สุภาพสตรีผู้มีปรีชา ย่อมไม่ดูหมิ่นสามีผู้หมั่นเพียร
ขวนขวายอยู่เป็นนิตย์
เลี้ยงตนอยู่ทุกเมื่อ ให้ความปรารถนาทั้งปวง ไม่ทำสามีให้ขุ่นเคือง
ด้วยการประพฤติแสดงความหึงหวงสามี
และย่อมบูชาผู้ที่เคารพทั้งปวงของสามี
เป็นผู้ขยัน ไม่เกียจคร้าน สงเคราะห์คนข้างเคียงของสามี ประพฤติเป็นที่พอใจของสามีรักษาทรัพย์ที่สามีหามาได้
นารีใดย่อมประพฤติตามความพอใจของสามีอย่างนี้
นารีนั้นย่อมเข้าถึงความเป็นเทวดาแน่นอน ฯ
สรุปก็คือ เมื่อต้องออกเรือนไปอยู่ในตระกูลของสามี ก็ต้องรู้จักบุคคลที่สามีเคารพรัก
ซึ่งได้แก่ มารดา บิดา ครูบาอาจารย์ เพื่อนฝูง แม้กระทั้งลูกน้องของสามี
เราต้องเคารพ นับถือบูชาบุคคลเหล่านี้ด้วย เมื่อท่านเหล่านี้มาที่บ้าน
ก็ต้องรู้จักวิธีดูแลต้อนรับปฏิสันถารตามสมควรแก่ฐานะ ส่วนเรื่องการงานต่าง ๆ ภายในบ้านรวมทั้งทรัพย์สินเงินทองที่สามีหามาได้
ก็ต้องบริหารจัดการให้เป็น หญิงใดทำได้เช่นนี้
ถ้าสามียังต้องการจะหย่าร้างหรือแอบไปมีบ้านเล็กบ้านน้อยอยู่ แสดงว่าสามีคนนี้ใช้ไม่ได้
แล้วเขาจะถูกพ่อแม่ พี่น้องหรือคนอื่น ๆ ที่เราคอยดูแลนั้นแหละรุมตำหนิโดยที่เราไม่ต้องออกปากบ่นสักคำ
วันจันทร์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2559
On 01:59 by EForL No comments
ครั้งหนึ่ง พระพุทธองค์และพระภิกษุสงฆ์ได้เสด็จไปเมืองโกสัมพี ในเมืองนั้นมีพระมเหสีพระองค์หนึ่งชื่อว่ามาคันทิยา
พระมเหสีพระองค์นี้อาฆาตแค้นกับพระพุทธองค์เป็นการส่วนตัว เมื่อพระนางทราบว่าพระพุทธองค์เสด็จมาที่เมืองนี้
ก็รีบไปจ้างพวกเจ้าลัทธิต่าง ๆ พวกกรรมกร พวกทาสที่เป็นมิจฉาทิฐิ ให้พากันมาด่าทอพระพุทธองค์และพระภิกษุสงฆ์
ด้วยถ้อยคำหยาบคายต่าง ๆ นานา
พระอานนท์พุทธอุปัฏฐากทนฟังคำด่าทอไม่ไหวจึงกราบทูลให้พระพุทธองค์พาภิกษุสงฆ์เดินทางออกจากโกสัมพี
แต่พระพุทธองค์ได้ตรัสตอบกับพระอานนท์ว่า
"อานนท์!
ถ้าหากว่าเราไปสู่ที่อื่นแล้วถูกคนในที่นั้น ๆ กระทำทารุณด้วยการด่าทอต่อเราอีกจะทำอย่างไร?"
"ถ้าเป็นอย่างนั้น พวกเราจักไปสู่ที่อื่น ๆ อีก"
"ถ้าในที่แห่งใหม่นี้ เราก็ยังถูกด่าทอสบประมาทอยู่อีก
เราจะทำอย่างไรต่อไป"
"พวกเราก็ควรไปสู่ที่อื่นต่อไปอีก พระเจ้าข้า"
พระพุทธองค์ทรงนิ่งอยู่ขณะหนึ่ง แล้วทรงเหลียวดูพระอานนท์ด้วยสายพระเนตรที่อ่อนโยนอย่างยิ่ง
พร้อมกับตรัสว่า
"ดูก่อนอานนท์! อดทนให้เหมาะ ๆ
เสียสักหน่อยเท่านั้นก็จะตัดความยุ่งยากทั้งหมด
มันไม่เป็นที่แน่นอนว่าเราจะหาพบที่แห่งใหม่ ซึ่งไม่มีใครด่าทอในโอกาสขางหน้า
แต่มันเป็นที่แน่นอนว่า เราจะหาพบที่เช่นนั้นได้ในที่ตรงนี้เองหากว่าเราอดทนอดกลั้นกันเสียบ้าง
ด้วยการอดทนอดกลั้นนี่เองนักปราชญ์ทั้งหลายแม้ในกาลก่อนก็สามารถเอาชนะศัตรูได้โดยสิ้นเชิง"
"อานนท์เอ๋ย จงดูช้างซึ่งบุคคลพาเข้าไปสู่สนามรบ
มันพุ่งตัวเข้าไปในท่ามกลางการต่อสู้อันชุลมุนวุ่นวาย มันไม่เอาใจใส่ต่อลูกศรหรือหอกซัดซึ่งคนทั้งหลายพุ่งซัดเข้ามาโดยรอบทิศ
มันตั้งหน้ากระโจนเข้าใส่ข้าศึก ทำลายสิ่งต่าง ๆ ซึ่งเข้ามาเบื้องหน้าให้ราบ
อานนท์ ตถาคตจักอยู่ในที่นี่
จักเผยแผ่คำสอนที่ถูกต้องด้วยกำลังกายและกำลังใจที่มีทั้งหมดอย่างไม่หยุดยั้ง
เพื่อปลดเปลื้องกิเลสอันชั่วช้าที่ติดแน่นอยู่ในจิตใจของคนเหล่านั้นให้หมดสิ้นไป
ตถาคตจะไม่เอาใจใส่แม้แต่หน่อยเดียวในคำกล่าวร้ายของฝ่ายปฏิปักษ์ซึ่งแกล้งกล่าวร้ายต่อเรา
มันเหมือนกับคนที่ถ่มน้ำลายขึ้นไปบนฟ้าเพื่อให้ฟ้าเปื้อน
แต่น้ำลายกลับตกมารดหน้าของผู้ถ่มนั่นนั้นเอง นี้เป็นฉันใด พวกที่น่าสมเพชซึ่งแกล้งด่าทอเราก็จักประสพภัยกับตัวเองฉันนั้น
เมื่อประชาชนชาวโกสัมพีได้เห็นพระพุทธองค์
และภิกษุสงฆ์มีความอดทนอดกลั้นต่อถ้อยคำกล่าวร้ายของบรรดาเจ้าลัทธิทั้งหลายได้เช่นนั้น
ก็พากันเลื่อมใสและยอมรับนับถือในคำสอนของพระพุทธองค์เป็นอันมาก
อ.ขุ.ธ. เล่ม
๔๐ หน้า ๒๘๕- ๒๘๗ (มมก.)
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
Search
สนับสนุนผู้เขียน
บทความยอดนิยม
-
เวลาขึ้นบ้านใหม่ หรือมีงานมงคลพิธีต่าง ๆ คนไทยมักจะนิมนต์พระมาสวดเจริญพระพุทธมนต์เพื่อความเป็นสิริมงคล ก่อนกลับหลวงปู่ หลวงพ่อก็มักจะเขียนค...
-
ชาวพุทธเถรวาท คือ ชาวพุทธที่ยึดมั่นในวาทะของพระเถระ ซึ่งก็คือพระอรหันต์ 500 รูป ที่ประชุมกันทำสังคายนาครั้งที่ 1 หลังพุทธปรินิพพาน 3 เดือ...
-
* ในสมัยพุทธกาล มีหญิงรูปร่างผอมบาง เนื้อตัวสะพรั่งไปด้วยเส้นเอ็นคนหนึ่ง ชื่อว่า กิสาโคตมี นางเกิดในสกุลของคนเข็ญใจในกรุงสาวัตถี เมื่อ...
-
สรรพสิ่งทั้งหลายในโลกนี้ล้วนมีวิวัฒนาการ การเปลี่ยนแปลงเพื่อความอยู่รอดของเผ่าพันธุ์ให้สามารถอยู่ได้ยาวนานมากที่สุด พระพุท...
-
ในกาลนานมาแล้ว เศรษฐีผู้หนึ่งมีภรรยาเป็นหมัน ต่อมาเขาได้นำหญิงอีกคนหนึ่งมาเป็นภรรยา เหตุการณ์โกลาหลเกิดขึ้นเมื่อภรรยาน้อยตั้งท้อง วัน...
-
ศาสนาทุกศาสนา แต่เดิมล้วนมุ้งสอนให้มวลมนุษยชาติอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข ปราศจากการประทุษร้ายซึ่งกันและกัน และสอนให้รู้ถึงเป้าหมายที่แท้จริงขอ...
-
การสังคายนาครั้งที่ 1 การสังคายนาในครั้งพุทธกาลมีปรากฏในสังคีติสูตร (ที.ปา. (ไทย) 10/ 296-349/ 247-366 ) กล่าวไว้ว่า พระสารีบุตรได...
-
การสังคายนาครั้งที่ 3 การสังคายนาครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อประมาณ พ . ศ . 236 มีปรากฏในอรรถกถา มหาวิภังค์ (วิ.มหา. อ. (ไทย) 1/ 93-11...
-
ถ้ามนุษย์ทุกคนในโลกรู้ว่าผลแห่ง "ทาน" ที่ตนให้จะส่งผลมากมายขนาดไหน ความ "ตระหนี่" จะไม่เกิดขึ้นในใจของใครๆ เลยแม้แต่น...
-
การบำเพ็ญบารมีของพระโพธิสัตว์ในพุทธศาสนามหายาน พบว่าแนวคิดเรื่องพระโพธิสัตว์ในพุทธศาสนามหายานนี้มีพัฒนาการมาจากปัจจัยที่สำคัญหลายประกา...
บทความทั้งหมด
-
►
2016
(36)
- ► กุมภาพันธ์ (1)
สถิติผู้เข้าชม
ติดตามผู้เขียน
ฟอร์มรายชื่อติดต่อ
ติดตามที่ Facebook
Tags
ขับเคลื่อนโดย Blogger.

