วันอังคารที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2558
On 20:40 by EForL No comments
การที่เราจะเรียนอะไรซักอย่างหนึ่ง เราต้องมีครูดีหรือมีต้นแบบที่ดีมาถ่ายทอดให้ ถึงจะได้ความรู้นั้นมาอย่างถูกต้อง ไม่ต้องไปเสียเวลาลองผิดลองถูกเอง เมื่อเป็นดังนี้วิชาที่เราจะเลือกเรียนก็ต้องรู้แหล่งที่มาที่ไปของครู รวมทั้งวิชาที่ครูถ่ายทอดมาด้วยว่าเป็นอย่างไร
วันนี้จะมาให้ความรู้เกี่ยวกับพระไตรปิฎก ซึ่งเป็นแหล่งเก็บคำสอนของบรมครูผู้เป็นเอกบุรุษของโลกเอาไว้
เชื่อว่าศาสนาทุกศาสนา
ย่อมมีคัมภีร์หรือตำราทางศาสนา แม้เดิมจะยังไม่มีการบันทึก
แต่เมื่อมีวิวัฒนาการด้านการบันทึกข้อมูล จึงมีการจารึกคำสอนในศาสนานั้น ๆ ไว้
พระไตรปิฎก เป็นคัมภีร์ของศาสนาพุทธ เช่นเดียวกับไบเบิ้ลของคริสต์
อัลกุรอานของอิสลาม
คำว่าไตรปิฎกถ้าแปลตามรูปศัพท์ หมายถึง ๓ คัมภีร์
แต่ถ้าแปลเอาความหมายจะได้ว่า
คัมภีร์ที่รวบรวมคำสอนของพระพุทธเจ้าไว้เป็นหมวดหมู่ ไม่ให้กระจัดกระจาย ประกอบไปด้วย
๑. วินัยปิฎก ว่าด้วยศีลของภิกษุ ภิกษุณี
๒. สุตตันตปิฎก ว่าด้วยพระธรรมเทศนาหมวดต่าง ๆ
๓. อภิธรรมปิฎก
ว่าด้วยปรมัตถธรรมหรือธรรมขั้นสูงล้วน ๆ
ซึ่งแต่ละปิฎกก็มีหมวดย่อยลงไปอีก เพื่อความเข้าไปอยู่ในใจจึงได้ทำแผนผังให้แล้วดังนี้
ตลอดระยะเวลา
๔๕ พรรษา ที่พระองค์ทรงเสด็จจาริกไปเผยแผ่พระศาสนาตามดินแดนต่าง ๆ
อย่างไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อย ทรงแสดงธรรมประดุจหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด
บอกทางแก่คนหลงทาง หรือจุดประทีปในมืดเพื่อให้คนมองเห็น
ทำให้มีสรรพสัตว์ได้บรรลุธรรมาภิสมัยเป็นอริยบุคคลมากมายนับไม่ถ้วน
พระสัทธรรมคำสอนอันทรงคุณค่านี้
ได้มีการเก็บรักษาและสืบทอดกันมาตามลำดับจะถึงปัจจุบัน เพื่อให้ผู้มีบุญยุคหลังได้ศึกษาแล้วนำความรู้ที่ได้จากการศึกษาไปใช้ในการดำเนินชีวิตได้อย่างถูกต้องสืบต่อไป
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)







0 ความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น