แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ธรรมกาย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ธรรมกาย แสดงบทความทั้งหมด
วันศุกร์ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2559
วันหนึ่ง มีโจรจำนวนหนึ่งขโมยเงินและทองเป็นจำนวนมากจากบ้านของคนรวยคนหนึ่ง
แล้วหนีมาแบ่งทรัพย์ที่ขโมยมาในนาของชายผู้หนึ่ง
แต่บังเอิญถุงบรรจุทรัพย์ประมาณหนึ่งพันกหาปณะของโจรผู้หนึ่ง
เกิดหล่นอยู่ในนานั้นโดยที่โจรไม่ทันสังเกต
แล้วหนีมาแบ่งทรัพย์ที่ขโมยมาในนาของชายผู้หนึ่ง
แต่บังเอิญถุงบรรจุทรัพย์ประมาณหนึ่งพันกหาปณะของโจรผู้หนึ่ง
เกิดหล่นอยู่ในนานั้นโดยที่โจรไม่ทันสังเกต
ในเช้าวันรุ่งขึ้น พระศาสดาทรงตรวจดูสัตว์โลกด้วยพระญาณพิเศษ
ทอดพระเนตรเห็นชาวนาซึ่งกำลังไถนามาปรากฏอยู่ในข่ายคือพระญาณ
และพระองค์ทรงทราบว่า ชาวนาผู้นี้จะได้สำเร็จพระโสดาปัตติผลในวันนั้น
จึงได้เสด็จไป ณ ที่นั้น โดยมีพระอานนท์เป็นปัจฉาสมณะ(ผู้ติดตาม)
ชาวนาเห็นพระศาสดาแล้ว ได้เข้าไปถวายบังคมแล้วไปไถนาต่อ
พระศาสดาไม่ตรัสอะไรๆกับชาวนา
เสด็จตรงไปยังที่ที่ถุงบรรจุทรัพย์หนึ่งพันกหาปณะตกอยู่
ทอดพระเนตรเห็นถุงนั้นแล้ว
จึงตรัสกะพระอานนทเถระว่า “อานนท์ เธอเห็นไหม อสรพิษ”
พระอานนทเถระทูลว่า “เห็น พระเจ้าข้า
อสรพิษร้าย” จากนั้นพระศาสดา
และพระอานนทเถระก็ได้เสด็จหลีกไปจากที่นั้น
ชาวนาได้ยินถ้อยคำนั้นแล้ว
ก็ได้เดินไปตรงจุดนั้นโดยเข้าใจว่าจะต้องมีอสรพิษอยู่ที่นั่นจริงๆ
แต่แทนที่จะพบอสรพิษกลับพบถุงทรัพย์ เขาจึงนำถุงทรัพย์ไปซ่อนไว้
พวกเจ้าของทรัพย์แกะรอยตามโจรมาถึงนาของชาวนาผู้นั้น
และได้พบทรัพย์ที่ถูกซ่อนไว้นั้น
จึงได้ทุบตีชาวนาแล้วนำตัวไปเฝ้าพระราชา พระราชามีรับสั่งให้นำตัวเขาไปประหารชีวิต
เมื่อชาวนานั้นถูกนำตัวไปที่หลักประหารนั้น เขาได้แต่พูดซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า
“
เห็นไหม อานนท์ อสรพิษ เห็น พระเจ้าข้า อสรพิษร้าย”
เมื่อราชบุรุษได้ยินคำพูดซ้ำๆของชาวนานี้แล้ว ก็เกิดความสงสัยเลยนำตัวไปเข้าเฝ้าพระราชา
พระราชาทรงมีพระราชวินิจฉัยว่า ชาวนาคงอ้างพระศาสดาเป็นพยาน
จึงได้นำตัวชาวนาไปเข้าเฝ้าพระศาสดา
หลังจากที่ได้สดับเรื่องที่พระศาสดาทรงเล่าในเช้าวันนั้นแล้ว
หลังจากที่ได้สดับเรื่องที่พระศาสดาทรงเล่าในเช้าวันนั้นแล้ว
พระราชาได้ทูลพระศาสดาว่า
“พระเจ้าข้า
ถ้าชายผู้นี้ไม่อ้างพระองค์เป็นพยาน เขาก็จะต้องถูกฆ่าแน่ๆ”
พระศาสดาจึงตรัสตอบว่า
พระศาสดาจึงตรัสตอบว่า
“ผู้ฉลาดไม่พึงทำกรรมที่จะนำความเดือดร้อนมาให้ในภายหลัง”
กรณีวัดพระธรรมกายก็เช่นเดียวกัน สงสัยเกรงว่าภาพของการตั้งคดีฟอกเงินไม่ชัด
เลยใช้ปฏิบัติการทางข่าวสาร เพื่อชี้นำว่าวัดพระธรรมกาย
มีที่ดินผิดกฎหมายตรงนั้นตรงนี้ ซึ่งการเปลี่ยนถ่ายมือซื้อที่ก็เป็นหนึ่ง
ในวิธีสุดคลาสสิคของการฟอกเงิน
เลยใช้ปฏิบัติการทางข่าวสาร เพื่อชี้นำว่าวัดพระธรรมกาย
มีที่ดินผิดกฎหมายตรงนั้นตรงนี้ ซึ่งการเปลี่ยนถ่ายมือซื้อที่ก็เป็นหนึ่ง
ในวิธีสุดคลาสสิคของการฟอกเงิน
อยากจะขอร้องอีกครั้งว่าได้โปรดยุติปฏิบัติการข่าวสารแบบนี้เถอะนะ
สร้างข่าวเท็จรังแต่จะดิสเครดิตผู้เขียนหรือสำนักข่าวไปทุกวัน
"ความน่าเชื่อถือ"เป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับสำนักข่าว
เมื่อไหร่สิ่งนี้หมดไปสำนักข่าวก็คงจะต้องปิดตัวลงในที่สุด
สร้างข่าวเท็จรังแต่จะดิสเครดิตผู้เขียนหรือสำนักข่าวไปทุกวัน
"ความน่าเชื่อถือ"เป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับสำนักข่าว
เมื่อไหร่สิ่งนี้หมดไปสำนักข่าวก็คงจะต้องปิดตัวลงในที่สุด
ทุกสิ่งมีเกิดมีดับเป็นธรรมดา
ระหว่างที่ตั้งอยู่ก็จงดำรงไว้ซึ่งความซื่อตรงเถิด เพราะ
"ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย"
"ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย"
วันพุธที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2559
เรื่องตายแล้วไปไหน!!! อันที่จริงเป็นเรื่องที่ไม่เหลือวิสัยของเหล่าผู้มีรู้มีญาณที่ทรงอภิญญา หรือผู้ที่บรรลุวิชชา 3 ที่สามารถกำหนดรู้ในการจุติและอุบัติของสัตว์ทั้งหลายอันเป็นไปตามกรรมด้วยการใช้
“จุตูปปาตญาณ”
ซึ่งจากประวัติและเรื่องราวที่มีบันทึกของพระสายกรรมฐาน , พระวิปัสสนาจารย์ หรือบรรดาพระเกจิผู้มีรู้มีญาณชื่อดังในยุคปัจจุบัน หลายๆ รูปท่านก็สามารถระลึกชาติและล่วงรู้การไปเกิดมาเกิดของสัตว์ทั้งหลายได้
(ยกตัวอย่างเช่น หลวงปู่ชอบ
, หลวงปู่บุดดา เป็นต้น) หรือแม้แต่ในพระไตรปิฎก ก็ได้มีการกล่าวถึงเรื่องเหล่านี้อยู่อย่างมากมายเช่นกัน
ยกตัวอย่างเช่น...นางวิสาขา
ละสังขารจากโลกมนุษย์แล้วไปเกิดเป็นมเหสีของผู้ปกครองสวรรค์ชั้นนิมมานรดี (พระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐ
เล่มที่ 26 ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ-เถร-เถรีคาถา) หรือโตเทยยพราหมณ์ ตายแล้วไปเกิดเป็นสุนัขในบ้านตนเอง (พระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐ เล่มที่ 13 มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์) เป็นต้น.
เพียงแต่เรื่องราวเหล่านี้ อาจเป็นเรื่องเหลือวิสัยของปุถุชนคนธรรมดาทั่วไปที่จะตรองตามด้วยการฟังและการอ่านให้เข้าใจได้ เพราะสิ่งเหล่านี้จะต้องอาศัยการลงมือปฏิบัติเท่านั้นจึงจะรู้แจ้งเห็นจริงว่า...มันสามารถทำได้จริงและมีจริงๆ
ขอเพียงแค่เราปฏิบัติจริงๆ
และปฏิบัติอย่างถูกวิธี
เราก็สามารถไปรู้ไปเห็นเรื่องราวเหล่านี้ด้วยตัวของเราเองได้
เพราะฉะนั้น...การที่หลวงพ่อธัมมชโยนำเรื่องราวในปรโลกของสตีฟ จอบส์มาเล่าจนกลายเป็นประเด็นสังคมอยู่ในขณะนี้ ตราบใดที่เรายังเป็นปุถุชนคนธรรมดาที่ไม่เคยคิดที่จะพิสูจน์ด้วยการลงมือปฏิบัติให้รู้แจ้งเห็นจริงด้วยตัวของเราเอง ก็คงยากที่จะเข้าใจ แล้วก็ไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะมีคนที่เชื่อและไม่เชื่อในสิ่งที่ท่านนำมาเล่า
ส่วนว่าเรื่องราวที่ท่านนำมาเล่าอย่างกรณีของสตีฟ จ็อบส์เข้าข่ายการอวดอุตริมนุสธรรมหรือไม่นั้น!!! ขอตอบแบบเคลียร์ๆ ณ.ที่นี้ว่า...ไม่เข้าข่ายการอวดอุตริมนุสธรรม!!!
เพราะทุกครั้งก่อนที่ท่านจะเล่าเรื่อง ท่านจะย้ำว่า...“หลับตา
ฝันเป็นตุเป็นตะ ตื่นขึ้นมาหาวหนึ่งที แล้วนำมาเล่าให้ฟังเป็นนิยายปรัมปรา...
ให้พอเป็นความรู้ติดแข้งติดขา ถ้าจะไม่เชื่อก็ไม่เป็นไร”
หรือในบางครั้งท่านก็จะกล่าวเพิ่มเติมในทำนองที่ว่า... “เรื่องที่นำมาเล่าเป็นเรื่องราวที่ฟังเขามาอีกที ก็ให้ฟังเป็นนิยายปรัมปรา เพื่อจะได้เข้าใจเรื่องกฎแห่งกรรม” ไม่เคยมีสักครั้งที่ท่านจะกล่าวอ้างตัวเองว่า...ท่านนั่งสมาธิไปดูด้วยตัวเอง หรือใช้ญาณทัสสนะของท่านไประลึกชาติ เพื่อดูเรื่องราวในอดีตหรือดูการไปเกิดมาเกิดของใคร เพราะฉะนั้น...การเล่าเรื่องในลักษณะนี้ จึงไม่ใช่การอวดอุตริมนุสธรรม และที่สำคัญ...เจตนาตั้งต้นที่ท่านนำเรื่องราวมาเล่าให้ฟังในลักษณะนี้ ก็เพื่อมุ่งเน้นสอนคนให้รู้เรื่องกฏแห่งกรรม ไม่ได้มีเจตนายกตนให้คนเชื่อว่าท่านมีคุณวิเศษแต่อย่างใด
ส่วนว่า...ฟังแล้วใครจะคิดกับท่านอย่างไร!!! จะเชื่อหรือไม่เชื่อเรื่องราวที่ท่านนำมาเล่า อันนี้ก็สุดแล้วแต่ความคิดของแต่ละคน ซึ่งเราคงไม่สามารถไปห้ามความคิดของใครได้ เพราะหลวงพ่อท่านก็เน้นย้ำอยู่ทุกครั้งก่อนที่จะเทศน์สอนผ่าน
DMC ว่า...ที่นี่เป็นโรงเรียนอนุบาล
(ฝันในฝันวิทยา) เนื้อหาธรรมะที่นำมาเทศน์สอนก็อยู่ในระดับอนุบาลซึ่งพอจะเป็นแนวทางสำหรับคนที่สนใจอยากจะรู้เรื่องราวของกฎแห่งกรรม แต่ถ้าใครอยากจะฟังอะไรที่ลึกซึ้งมากไปกว่านี้ ก็ต้องไปฟังจากพระผู้มีรู้มีญาณที่ทรงอภิญญาซึ่งนั่นถือเป็นความรู้ระดับดอกเตอร์
ส่วนของท่านนั้นยังไม่ถึงขั้นระดับประถม มัธยม
หรืออุดมศึกษาเป็นเพียงแค่ความรู้ระดับชั้นอนุบาลเท่านั้น แต่ถ้าใครยังสงสัยและอยากจะพิสูจน์ว่าเรื่องราวดังกล่าวมันเป็นจริงอย่างที่ท่านเล่าหรือไม่!!! จะชัวร์หรือมั่วนิ่ม ก็ต้อง “เอหิปัสสิโก” หรือมาพิสูจน์ด้วยการปฏิบัติด้วยตัวของคุณเองว่ามันจริงไหม!!! ถ้ามัวแต่มาตั้งป้อมตั้งประเด็นและถกเถียงกันผ่านตัวหนังสือแต่ไม่คิดจะลงมือปฏิบัติ ถกไปก็ไม่เกิดประโยชน์
วันเสาร์ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2559
ชาวพุทธเถรวาท คือ ชาวพุทธที่ยึดมั่นในวาทะของพระเถระ
ซึ่งก็คือพระอรหันต์ 500 รูป ที่ประชุมกันทำสังคายนาครั้งที่ 1 หลังพุทธปรินิพพาน
3 เดือน เพื่อรวบรวมเรียบเรียงคำสอนของพระพุทธเจ้าให้เป็นหมวดหมู่
และแบ่งกันทรงจำสืบทอดมาถึงปัจจุบัน คือพระธรรมวินัยในพระไตรปิฎกบาลี
เป็นแม่บทคำสอนที่ชาวพุทธเถรวาทให้ความเคารพศึกษา
เป็นกรอบคำสอนของพระพุทธศาสนาเถรวาท
มีข้อสังเกตเรื่องคำสอนที่ชาวพุทธเถรวาทเราควรตระหนักรู้ก็คือ
1.
แม้พระอรหันต์
500 รูปก็ยังมีความเห็นในประเด็นพระธรรมวินัยบางข้อไม่ตรงกัน
ในพระวินัยปิฎก จูฬวรรค
ปัญจสติกขันธกะ ขุททานุขุททกสิกขาปทกถา
ว่าด้วยสิกขาบทเล็กน้อย (
พระไตรปิฎกแปลฉบับ มจร. เล่ม 7 ข้อ 441 หน้า 382 ) ได้กล่าวไว้ว่า เมื่อคราวสังคายนาครั้งที่ 1
พระอานนท์ได้กล่าวกับพระอรหันต์ทั้งหลายว่า
“ ในเวลาจะปรินิพพาน พระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้ว่า อานนท์ เมื่อเราล่วงไป สงฆ์หวังอยู่ก็พึงถอนสิกขาบทเล็กน้อยได้ ”
พระอรหันต์ทั้งหลายถามว่า “ท่านอานนท์ ท่านทูลถามพระผู้มีพระภาคหรือว่า ‘ พระพุทธเจ้าข้า
สิกขาบทข้อไหนที่จัดว่าเป็นสิกขาบทเล็กน้อย ”
ท่านพระอานนท์ตอบ “ ท่านผู้เจริญ
กระผมไม่ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า ‘ พระพุทธเจ้าข้า
สิกขาบทข้อไหน ที่จัดว่าเป็นสิกขาบทเล็กน้อย ”
ภิกษุผู้เถระบางพวกกล่าวอย่างนี้ว่า “ ยกเว้นปาราชิก 4 สิกขาบท
ที่เหลือจัดเป็นสิกขาบทเล็กน้อย ”
ภิกษุผู้เถระบางพวกกล่าวอย่างนี้ว่า “ ยกเว้นปาราชิก 4 สิกขาบท สังฆาทิเสส 13 สิกขาบท
ที่เหลือจัดเป็นสิกขาบทเล็กน้อย ”
ภิกษุผู้เถระบางพวกกล่าวอย่างนี้ว่า “ ยกเว้นปาราชิก
4 สิกขาบท สังฆาทิเสส 13 สิกขาบท อนิยต 2 ที่เหลือจัดเป็นสิกขาบทเล็กน้อย ”
ภิกษุผู้เถระบางพวกกล่าวอย่างนี้ว่า “ ยกเว้นปาราชิก
4 สิกขาบท สังฆาทิเสส
13 สิกขาบท อนิยต 2 นิสสัคคิยปาจิตตีย์ 30
สิกขาบท ปาจิตตีย์ 92 สิกขาบท
ที่เหลือจัดเป็นสิกขาบทเล็กน้อย ”
ภิกษุผู้เถระบางพวกกล่าวอย่างนี้ว่า “ ยกเว้นปาราชิก
4 สิกขาบท สังฆาทิเสส
13 สิกขาบท อนิยต 2 นิสสัคคิยปาจิตตีย์ 30
สิกขาบท ปาจิตตีย์ 92 สิกขาบท ปาฏิเทสนียะ 4 สิกขาบท
ที่เหลือจัดเป็นสิกขาบทเล็กน้อย ”
เมื่อพระอรหันต์ทั้งหลายมีความเห็นไม่ตรงกัน
สุดท้ายพระมหากัสสปะจึงเสนอ ญัตติว่า จะไม่เพิกถอนสิกขาบทข้อใดๆ
และได้รับการรับรองจากพระอรหันต์ทั้งหลายเป็นเอกฉันท์
ลองคิดดูว่าหากพระอรหันต์แต่ละกลุ่มยืนกรานความเห็นของตน
ไม่ยอมรับความเห็นต่างของพระอรหันต์กลุ่มอื่น คณะสงฆ์ก็มีโอกาสแตกออกเป็น 5
กลุ่มตั้งแต่ครั้งนั้นแล้ว
ระดับพระอรหันต์และไม่ใช่พระอรหันต์ธรรมดา
แต่เป็นพระอรหันต์ที่ได้รับการคัดเลือกมาทำสังคายนาพระธรรมวินัยเป็นพระไตรปิฎกให้เราศึกษาในปัจจุบัน
มีพระอสีติมหาสาวกหลายรูป อาทิ พระมหากัสสปะ พระอุบาลี พระอานนท์ เป็นต้น
ก็ยังมีความเห็นบางประเด็นไม่ตรงกัน แล้วชาวพุทธปัจจุบันที่ยืนกรานความเห็นของตนหรือเชื่อตามความเห็นของพระภิกษุนักวิชาการบางรูปว่าถูกต้อง
ปฏิเสธและโจมตีผู้ที่เห็นต่างจากตนอย่างรุนแรง
ท่านเหล่านั้นเป็นพระอรหันต์ทรงอภิญญาหรือยัง เก่งกว่าพระอสีติมหาสาวกหรือเปล่า
การโจมตีผู้เห็นต่างจากตนมีแต่จะนำมาซึ่งความแตกแยกในหมู่ชาวพุทธ ผิดแนวทางปฏิปทาของพระอรหันต์ทั้งหลายในอดีต
2.
การศึกษาและเผยแผ่ธรรมในพระพุทธศาสนาเถรวาทมีคำสอนหลายระดับ
พระธรรมวินัยในพระไตรปิฎกเป็นแม่บทคำสอนของพระพุทธศาสนาเถรวาท
- มีคัมภีร์อรรถกถาเรียบเรียงโดยพระอรรถกถาจารย์ในยุคหลังพุทธกาลราว
900 ปีเศษ เป็นคู่มืออธิบายทำความเข้าใจพระไตรปิฎก
- มีคัมภีร์ฎีกาเป็นคู่มืออธิบายเนื้อหาในคัมภีร์อรรถกถาหรืออธิบายพระไตรปิฎกบางครั้งอธิบายในแง่มุมที่แย้งกับที่คัมภีร์อรรถกถาอธิบายไว้
- มีคัมภีร์อนุฎีกา เป็นคู่มืออธิบายเนื้อหาในคัมภีร์ฎีกาหรืออธิบายคัมภีร์อรรถกถาหรืออธิบายพระไตรปิฎก
- มีคำสอนของพระเถระทั้งในรูปคำเทศน์สอน หรือเขียนเป็นหนังสือธรรมะ
อธิบายขยายความคำสอนในพระพุทธศาสนาให้เราเข้าใจได้ดีขึ้น เช่น คำสอนของท่านพุทธทาส
หลวงปู่ หลวงตา พระเถระต่างๆ หรือแม้ฆราวาสบางท่านที่มีความรู้ดี
มีบางคนคิดว่าคำสอนที่ถูกต้องจะต้องเป็นคำสอนที่มีกล่าวไว้ในพระไตรปิฎกเท่านั้น
ผู้ที่มีความเห็นเช่นนี้ จะนำไปสู่แนวโน้มที่จะปฏิเสธคำสอนระดับอื่นๆทั้งหมดเริ่มตั้งแต่ปฏิเสธคำเทศนาธรรมของพระเถระ ปฏิเสธอนุฎีกา ปฏิเสธฎีกา ปฏิเสธอรรถกถา และเลยเถิดไปจนถึงปฏิเสธเนื้อหาพระไตรปิฎกส่วนที่เป็นคำกล่าวของพระอรหันต์เช่น
พระสารีบุตร พระอานนท์ เป็นต้น ยอมรับเฉพาะพุทธวจนะเท่านั้น
และยังมีแนวโน้มจะปฏิเสธแม้พุทธวจนะในส่วนที่ไม่ตรงกับความเชื่อของตน
เช่นส่วนที่มีการกล่าวถึง นรก สวรรค์ ที่เป็นภพภูมิ เทวดา นางฟ้า ยักษ์ เป็นต้น
หากทำตามความเชื่อของคนกลุ่มนี้
การเผยแผ่พระพุทธศาสนาจะทำได้โดยนำพระไตรปิฎกมาอ่านให้ฟัง ห้ามอธิบายเพิ่มเติมตามความเห็นของตน
ซึ่งถ้าทำอย่างนั้นจริงพระพุทธศาสนาคงสาบสูญไปจากโลกนี้นานแล้ว
เพราะชาวบ้านส่วนใหญ่ฟังไม่รู้เรื่อง
ความจริงการจะวินิจฉัยว่าคำสอนใดถูกต้องเป็นประโยชน์หรือไม่ต้องดูที่ความสอดคล้องกับหลักคำสอนในพระไตรปิฎก
ไม่ใช่ดูที่ว่าต้องมีอยู่ในพระไตรปิฎก
คำสอนของพระเถระทั้งหลายแม้ไม่ได้มีกล่าวไว้ในพระไตรปิฎก
แต่หากสอดคล้องกับหลักธรรมในพระไตรปิฎก คำสอนนั้นก็เป็นคำสอนที่ดี มีประโยชน์
ควรศึกษา
ดังนั้นคำสอนของพระเถระทั้งหลายที่เทศนาสั่งสอนประชาชนมาแต่โบราณกาล เขียนหนังสือธรรมะอธิบายหลักธรรมให้ประชาชนทั่วไปเข้าใจ
คือสิ่งดีมีประโยชน์
เปรียบเหมือนกฎหมาย รัฐธรรมนูญ คือ
กฎหมายแม่บท แต่การวินิจฉัยว่ากฎหมายต่างๆถูกต้องหรือไม่
ไม่ใช่ใช้วิธีดูว่าเนื้อหาในกฎหมายเหล่านั้นมีในรัฐธรรมนูญหรือไม่
แต่ให้ดูเพียงว่าเนื้อหาของกฎหมายนั้นไม่ขัดรัฐธรรมนูญก็ถือเป็นกฎหมายที่ใช้ได้
3. คำสอนในพระไตรปิฎกส่วนใหญ่จะเป็นลักษณะการเล่าเรื่องราวเหตุการณ์ที่ทำให้เกิดการแสดงธรรมของพระพุทธเจ้า
ในส่วนเนื้อหาหลักธรรมเช่นอริยมรรคมีองค์ 8 มักกล่าวไว้เพียงสั้นๆ
เช่นสัมมาสมาธิเกือบทั้งหมดก็กล่าวไว้เพียงว่า หมายถึง รูปฌาน 4
แต่ไม่มีการอธิบายว่าจะฝึกให้ได้รูปฌาน 4 ต้องปฏิบัติอย่างไร
สายปฏิบัติใหญ่ๆในประเทศไทย
ล้วนอิงหลักการจากพระไตรปิฎกแล้วมาอธิบายขยายความเพิ่มเติมถึงวิธีการปฏิบัติเองทั้งสิ้น
อาทิ
สายสัมมาอะระหัง อิงหลักสติปัฏฐาน 4 จากพระไตรปิฎก คือ การตามเห็นกายในกาย
ตามเห็นเวทนาในเวทนา ตามเห็นจิตในจิต ตามเห็นธรรมในธรรม แต่ในพระไตรปิฎกก็ไม่มีการกล่าวถึงกายภายในที่ซ้อนกันเป็นชั้นๆ
จนถึงธรรมกาย
สายพองหนอยุบหนอ อิงหลักสติปัฏฐาน 4 เช่นเดียวกัน แต่ในพระไตรปิฎกไม่มีการกล่าวถึงการก้าวหนอ
ยกหนอ เหยียบหนอใดๆเลย
สายพุทโธ อิงหลักอานาปานสติ จากพระไตรปิฎก แต่วิธีการปฏิบัติที่สอนกันอยู่ก็ไม่มีกล่าวไว้ในพระไตรปิฎก
หากจะเอาเฉพาะคำสอนที่มีในพระไตรปิฎกเท่านั้น
ก็ต้องเลิกการปฏิบัติธรรมทุกสายในประเทศไทยทั้งหมด
ซึ่งมีแต่นำความเสื่อมมาสู่พระพุทธศาสนาและสังคมไทย
โดยสรุป หลักการวินิจฉัยคำสอนที่ดี คือ ดูความสอดคล้องกับหลักการในพระไตรปิฎก
ไม่ใช่การดูว่าคำสอนนั้นมีในพระไตรปิฎกหรือไม่
และอย่าเอาความเห็นความเชื่อของตนไปโจมตีผู้ที่เห็นต่าง เพราะแม้แต่พระอรหันต์ 500 รูป
ที่เป็นผู้รวบรวมเรียบเรียงคำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นพระไตรปิฎกให้เราศึกษา ก็ยังมีความเห็นในบางประเด็นที่ต่างกัน
ถ้าเป็นคำสอนไปในทางอกุศล เช่น สอนให้ดื่มเหล้า จมในอบายมุข
อย่างนี้ผิดกับหลักการในพระไตรปิฎกชัดเจน
เป็นคำสอนที่ผิด แต่ถ้าเป็นประเด็นคำสอนที่เป็นไปในทางกุศล
เช่น คำสอนด้านธรรมปฏิบัติ
ที่อาจตีความได้หลายแง่มุม
ต่างฝ่ายต่างมีเหตุผลของตน
อย่างนี้ไม่ควรจะยึดมั่นในความคิดของตนแล้วโจมตีผู้ที่เห็นต่าง ตั้งใจปฏิบัติแบบที่ตนเชื่อและชอบไปดีกว่า
โดยรวม คำสอนที่สอนให้ละชั่ว ทำความดี
ทำใจให้ผ่องใส สอนให้ประชาชนรักการให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา คือคำสอนที่ดี สอดคล้องกับหลักการในพระไตรปิฎก
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
Search
สนับสนุนผู้เขียน
บทความยอดนิยม
-
เวลาขึ้นบ้านใหม่ หรือมีงานมงคลพิธีต่าง ๆ คนไทยมักจะนิมนต์พระมาสวดเจริญพระพุทธมนต์เพื่อความเป็นสิริมงคล ก่อนกลับหลวงปู่ หลวงพ่อก็มักจะเขียนค...
-
ชาวพุทธเถรวาท คือ ชาวพุทธที่ยึดมั่นในวาทะของพระเถระ ซึ่งก็คือพระอรหันต์ 500 รูป ที่ประชุมกันทำสังคายนาครั้งที่ 1 หลังพุทธปรินิพพาน 3 เดือ...
-
* ในสมัยพุทธกาล มีหญิงรูปร่างผอมบาง เนื้อตัวสะพรั่งไปด้วยเส้นเอ็นคนหนึ่ง ชื่อว่า กิสาโคตมี นางเกิดในสกุลของคนเข็ญใจในกรุงสาวัตถี เมื่อ...
-
สรรพสิ่งทั้งหลายในโลกนี้ล้วนมีวิวัฒนาการ การเปลี่ยนแปลงเพื่อความอยู่รอดของเผ่าพันธุ์ให้สามารถอยู่ได้ยาวนานมากที่สุด พระพุท...
-
ในกาลนานมาแล้ว เศรษฐีผู้หนึ่งมีภรรยาเป็นหมัน ต่อมาเขาได้นำหญิงอีกคนหนึ่งมาเป็นภรรยา เหตุการณ์โกลาหลเกิดขึ้นเมื่อภรรยาน้อยตั้งท้อง วัน...
-
ศาสนาทุกศาสนา แต่เดิมล้วนมุ้งสอนให้มวลมนุษยชาติอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข ปราศจากการประทุษร้ายซึ่งกันและกัน และสอนให้รู้ถึงเป้าหมายที่แท้จริงขอ...
-
การสังคายนาครั้งที่ 1 การสังคายนาในครั้งพุทธกาลมีปรากฏในสังคีติสูตร (ที.ปา. (ไทย) 10/ 296-349/ 247-366 ) กล่าวไว้ว่า พระสารีบุตรได...
-
การสังคายนาครั้งที่ 3 การสังคายนาครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อประมาณ พ . ศ . 236 มีปรากฏในอรรถกถา มหาวิภังค์ (วิ.มหา. อ. (ไทย) 1/ 93-11...
-
ถ้ามนุษย์ทุกคนในโลกรู้ว่าผลแห่ง "ทาน" ที่ตนให้จะส่งผลมากมายขนาดไหน ความ "ตระหนี่" จะไม่เกิดขึ้นในใจของใครๆ เลยแม้แต่น...
-
การบำเพ็ญบารมีของพระโพธิสัตว์ในพุทธศาสนามหายาน พบว่าแนวคิดเรื่องพระโพธิสัตว์ในพุทธศาสนามหายานนี้มีพัฒนาการมาจากปัจจัยที่สำคัญหลายประกา...
บทความทั้งหมด
-
►
2016
(36)
- ► กุมภาพันธ์ (1)
สถิติผู้เข้าชม
ติดตามผู้เขียน
ฟอร์มรายชื่อติดต่อ
ติดตามที่ Facebook
Tags
ขับเคลื่อนโดย Blogger.





